ผลิตภัณฑ์ผสมกวาวเครือ
ขณะนี้ มีผลิตภัณฑ์ผสมกวาวเครือ วางจำหน่ายหลายรูปแบบ ทั้งชนิดกินและชนิดทา ส่วนใหญ่จะระบุสรรพคุณว่า สามารถเสริมทรวงอก ขยายเต้านม ซึ่งผู้บริโภคให้ความสนใจ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้กันมาก แต่ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า จะได้ผลจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ มีความปลอดภัยเพียงใด และมีหลักการตัดสินใจเลือกซื้อ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างไร
จากข้อมูลทางวิชาการ เกี่ยวกับประสิทธิผล และความปลอดภัย ของการใช้สารสกัดจากกวาวเครือ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ระบุได้เพียงว่าในสมุนไพรกวาวเครือขาว มีสารในกลุ่มไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) โดยเฉพาะสารไมโรเอสตรอล (miroestrol) มีสูตรโครงสร้าง และการออกฤทธิ์ คล้ายเอสตร้าไดออล (estradiol)ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง แต่ยังไม่มีรายงาน การวิจัยทางด้านเภสัชวิทยา พิษวิทยา และการทดลองใช้ในมนุษย์ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่า จะนำสารสกัดจากวาวเครือมาใช้อย่างไร จึงจะปลอดภัยต่อผู้บริโภค
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า การกล่าวอ้างสรรพคุณเสริมทรวงอก ขยายเต้านม เป็นการแสดงถึงความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อสุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ของร่างกายมนุษย์ จึงเข้าข่ายเป็นยา ตามความในมาตรา 4 (4) แห่งพระราชบัญญัติยาฯ ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกฤทธิ์ในลักษณะนี้ ต้องมีข้อมูลทางวิชาการที่ชี้ชัดว่า สามารถให้ผลในมนุษย์ตามที่กล่าวอ้างได้จริง และมีความปลอดภัยเพียงพอ จึงต้องควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ด้วยความเข้มงวด เพื่อที่จะคุ้มครองผู้บริโภค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อสภาพปัญหาในปัจจุบัน
ปัจจุบันผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย มีความเข้าใจผิดว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จัดเป็นเครื่องสำอาง จากข้อมูลที่ว่า สามารถเสริมทรวงอกให้ใหญ่ขึ้น แลดูสวยงาม เนื่องจากมีไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง แต่พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 ระบุไว้ว่า เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เพื่อความสะอาดและความสวยงาม กลไกการออกฤทธิ์เป็นไปอย่างอ่อนๆเฉพาะที่ ช่วยปรับแต่งให้แลดูดี โดยไม่ก่อให้เกิดผลต่อโครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ ของร่างกายมนุษย์ อีกทั้งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 9 ( พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 กำหนดไว้ด้วยว่า "ฮอร์โมน เป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสม ในการผลิตเครื่องสำอาง" ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ผสมกวาวเครือ ที่อ้างว่าเสริมทรวงอก ขยายเต้านม จึงไม่จัดเป็นเครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์ผสมกวาวเครือไม่ว่าจะเป็นชนิดกินหรือชนิดทา หากระบุสรรพคุณว่าสามารถเสริมทรวงอก ขยายเต้านม เป็นการแสดงถึงความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อสุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ของร่างกายมนุษย์ จึงเข้าข่ายเป็นยา ผู้ประกอบการต้องมาดำเนินการขึ้นทะเบียนตำรับยาให้เรียบร้อย การผลิต นำเข้า ขาย รวมถึงการโฆษณา ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนผู้บริโภคพึงตระหนักว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นยา ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยอาจปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้
ข้อมูลทั่วไปของกวาวเครือ
กวาวเครือ เป็นพืชอยู่ในวงศ์ถั่ว Leguminosae ซึ่งเป็นพืชวงศ์ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งเป็นอาหารและยารักษาโรค กวาวเครืออยู่ในอนุวงศ์ Papilionoideae สกุล Pueraria ชนิด Pueraria mirifica Airy Shaw & Savatabandhu
กวาวเครือในตำรายาโบราณมีถึง 4 ชนิด คือ กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือดำ และกวาวเครือมอ ชนิดที่กำลังเป็นที่สนใจ กันมากที่สุดในขณะนี้ คือ กวาวเครือขาว
กวาวเครือขาวเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ผลัดใบ หัวใต้ดินมีขนาดใหญ่ ค่อนข้างกลม ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยสามใบ เรียงสลับ ช่อดอกเป็นช่อเดี่ยวและช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง ยาว 20-30 เซนติเมตร ดอกรูปถั่ว ออกเป็นกระจุกในระยะผลัดใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีม่วงน้ำเงินอ่อน ฝักแบน รูปขอบขนาน ออกดอกช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม และติดฝักในเดือนเมษายน
สารที่พบในกวาวเครือขาว ได้แก่ สารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) สารจากพืชที่มีการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง บางชนิดคล้ายกับที่พบในถั่วเหลือง ได้แก่ daidzein , genistein , daidzin, genistin และ coumestrol แต่สารเหล่านี้มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน ที่อ่อนมาก สารที่น่าสนใจในกวาวเครือขาว คือ miroestrol ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้าย estradiol ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง และการออกฤทธิ์ก็ใกล้เคียงกัน
ฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้ เป็นฮอร์โมนเพศหญิง จะออกฤทธิ์กระตุ้นการแสดงลักษณะของเพศหญิง เช่น เต้านมขยายใหญ่ขึ้น ตะโพกผายออก มีน้ำมีนวล มีผลต่อประจำเดือน เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่ออวัยวะหลายๆอย่างในระบบสืบพันธุ์ ในปัจจุบันเราใช้เอสโตรเจนในรูปแบบของยา เช่น ยาคุมกำเนิด ยาบรรเทากลุ่มอาการที่เกิดขึ้นในภาวะหมดประจำเดือน (menopausal syndrome) โดยมีรูปแบบของยาเตรียมต่างๆ เช่น ยาเม็ด ยาฉีด รวมทั้งชนิดครีม
ไฟโตเอสโตรเจนเป็นสารอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ จึงมีการศึกษาวิจัยผลของไฟโตเอสโตรเจนว่า
1. ไฟโตเอสโตรเจนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับอุบัติการเกิดโรคมะเร็งที่เต้านม ลำไส้ใหญ่ มดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก รวมทั้งโรคหัวใจ และหลอดเลือด เนื่องจากคนในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ได้รับไฟโตเอสโตรเจนจากถั่วเหลืองมาก พบว่ามีอุบัติการเกิดโรคเหล่านี้ ต่ำกว่าชาวยุโรป อีกทั้งผู้อพยพชาวเอเชียในประเทศตะวันตก ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมการบริโภคแบบเดิมไว้ ยังคงมีอัตราการเกิดโรคในระดับต่ำ ในขณะที่กลุ่มที่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปเป็นแบบตะวันตกมีอัตราการเกิดโรคในระดับที่สูงขึ้น
2. อาจใช้ไฟโตเอสโตรเจน เพื่อชดเชยฮอร์โมนเอสโตรเจน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ที่มีความบกพร่องด้านฮอร์โมน (Female secondary sexual characteristic) หรือใช้บรรเทากลุ่มอาการ ที่เกิดขึ้นในภาวะหมดประจำเดือน (menopausal syndrome)
การศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการออกฤทธิ์ของไฟโตเอสโตรเจน ยังคงต้องวิเคราะห์และประมวลผล อย่างระมัดระวัง เนื่องจากสารเหล่านี้ มีความซับซ้อน และเฉพาะเจาะจงต่อชนิดของสิ่งมีชีวิต แม้แต่ในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ที่ช่วงอายุต่างกัน ก็อาจให้ผลการทดลองที่ต่างกันได้
ยุทธนา สมิตะศิริ ได้รวบรวมงานวิจัยทางเภสัชวิทยาในประเทศไทย ของหัวกวาวเครือขาว ระหว่างปี พ.ศ.2524-2541 สรุปได้ว่า ทั้งในรูปผงแห้ง และสารสกัดหัวกวาวเครือ มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงในสัตว์ทดลองหลายชนิด ดังรายละเอียดในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 การแสดงฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงของกวาวเครือในสัตว์ทดลอง
|
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
|
สัตว์ทดลอง
|
|
1. คุมกำเนิดสัตว์ทดลอง
|
นกกระทา, สุนัข, หนู
|
|
2. ชักนำการแท้งในสัตว์ทดลอง
|
หนู
|
|
3. ยับยั้งการให้นมในสัตว์ทดลองที่กำลังให้นมลูก
|
หนู
|
|
4. ผลขยายขนาดเต้านม
|
หนู, แพะ, หมู
|
|
5. ผลต่อระบบสืบพันธ์ในสัตว์ทดลองเพศผู้
• ยับยั้งการสร้างสเปิร์ม
• ลดจำนวนครั้งที่ผสมพันธุ์
|
หนู หนู, สุนัข
|
|
6.ผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย
• ปากช่องคลอดขยาย
|
หนู, สุนัข, แพะ, หมู
|
การทดลองทางคลีนิคที่ Chelsea Hospital for Women ประเทศอังกฤษ ได้มีการให้ miroestrol ขนาด 1 หรือ 5 มิลลิกรัม ต่อวัน กับผู้หญิง ที่มีภาวะไม่มีประจำเดือน (amenorrhoea ) และหมดประจำเดือนเทียม เพื่อชักนำให้เกิดwithdrawal bleeding ภายหลังการหยุดยา พบว่าได้ผลในการรักษาน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และจำนวนวันหลังจากหยุดยาถึงมีประจำเดือน นานกว่าการใช้เอสโตรเจนตามปกติ สามในสี่ของผู้ป่วยมีอาการไม่พึงประสงค์ของยา คือ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มีรายงานถึงพิษของกวาวเครือว่า เมื่อให้ในปริมาณสูง ทำให้สัตว์ทดลองตายได้ ในนกกระทาพบว่ามีผลลดภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดฝีหนองขึ้นตามตัว กระดูกเปราะและหักง่าย ในหนูทดลองพบว่า จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง เซลตับเล็กลง ขนาดและน้ำหนักของต่อมหมวกไตเพิ่มขึ้น และมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์
ขณะนี้การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสารในกวาวเครือ ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ยังต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ทั้งในด้านเภสัชวิทยา พิษวิทยา การทดลองใช้ในคน และที่สำคัญคือ การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดพิษในระยะยาว ทั้งของสาร miroestrol สารสกัดหยาบ และผงแห้งของกวาวเครือขาว เพื่อที่จะได้นำมาใช้อย่างปลอดภัย
ในทัศนะของแพทย์พื้นบ้าน ให้ข้อมูลไว้ว่ากวาวเครือใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง มีน้ำมีนวล และทำให้หน้าอกเต่งตึงหรือโตขึ้น แต่กวาวเครือทุกชนิดมีพิษในตัวเอง ต้องใช้สมุนไพรชนิดอื่นร่วมในการทำยา เรียกว่าเป็น "ตัวคุม" ส่วนข้อห้ามใช้นั้น ส่วนใหญ่จะแนะนำว่า ไม่ควรกินมากหรือต่อเนื่องกันนานเกินไป จะทำให้มีอาการเต้านมโตเกินไป เต้านมดานแข็งเป็นก้อน เกิดเป็นเนื้องอกที่เต้านมได้ ปัจจุบันมียาแผนโบราณ (ยาผสม) ที่มีกวาวเครือเป็นส่วนผสม ขึ้นทะเบียนไว้แล้วหลายตำรับ ส่วนใหญ่จะได้รับอนุญาตให้แสดงสรรพคุณว่า บำรุงร่างกาย สำหรับสตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ ใช้ภายหลังการคลอดบุตร
แต่โบราณมีการบริโภคกวาวเครือในหลายลักษณะ เช่น บดเป็นผง ปั้นเป็นลูกกลอน ตำ แช่ในน้ำกระสายต่างๆ การบริโภคต้องใช้ร่วมกับตัวยาอื่นๆ เพื่อปรับลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ส่วนสูตรของยาและขนาดที่ใช้นั้นยังคงเป็นปัญหาอยู่มาก เพราะสูตรตำรับ และปริมาณที่เหมาะสม ในการรับประทานกวาวเครือมักจะเป็นความลับของหมอพื้นบ้านแต่ละคน เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์และจุดขาย ปริมาณการบริโภคกวาวเครือแต่ละครั้ง ในตำรายาโบราณระบุไว้หลายขนาด เช่น ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดตั้งแต่ เท่าเม็ดพริกไทย เม็ดมะกล่ำ มะขามป้อม ปลายนิ้ว ไปจนถึงขนาดเท่าลูกพุทรา เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าขนาด ที่ใช้รับประทานหลากหลายมาก แน่นอนว่าขนาดรับประทานที่มากเกินไปย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อร่างกายของผู้บริโภค จึงควรมีการศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน เกี่ยวกับขนาดรับประทาน และระยะเวลาที่เหมาะสม ในการบริโภคกวาวเครือ
แต่เดิมการบริโภคกวาวเครือนั้น มีความมุ่งหมายอันดับแรก คือ บำรุงร่างกาย เป็นอายุวัฒนะ ส่วนผลพลอยได้อื่นๆ เช่น ผิวหนังเต่งตึง ขยายขนาดของเต้านม เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ เป็นเรื่องรองลงมา แต่ปัจจุบันกวาวเครือเป็นที่กล่าวขานกันในลักษณะสมุนไพรเพื่อความงาม เน้นว่าบริโภคแล้วเสริมทรวงอก ให้ใหญ่ขึ้น เต่งตึงสวยงาม ทำให้กลุ่มผู้บริโภคเปลี่ยนจากผู้สูงอายุ ที่สุขภาพเริ่มอ่อนแอ มาเป็นวัยเจริญพันธุ์ที่รักสวยรักงาม ทั้งที่เป็นสตรี กระเทย และพวกรักร่วมเพศ จึงน่าเป็นห่วงว่า หากกวาวเครือมีสา รที่ออกฤทธิ์แบบเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิงได้จริง เมื่อขยายขนาดของเต้านมได้ ก็ย่อมมีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้ การบริโภคสารประเภทนี้โดยที่ ยังไม่มีการประเมินประสิทธิผล และความปลอดภัย ว่าจะใช้อย่างไรจึงจะปลอดภัย ใช้ขนาดเท่าใด เป็นเวลานานเท่าใด เพศและวัย จะเป็นข้อจำกัดในการบริโภคกวาวเครือหรือไม่ การเกิดพิษทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง มีความรุนแรงแค่ไหน ตราบใดที่ยังไม่มีความกระจ่างในเรื่องนี้ การบริโภคกวาวเครือก็ยังคงมีปัญหา
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อหวังผลขยายขนาดของเต้านมนั้น ถือว่ามีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อความสวยงาม หรือ เป็นการก่อให้เกิดผลต่อโครงสร้างของ ร่างกายมนุษย์ เราจึงต้องมาพิจารณากลไกของการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเสียก่อน
หนึ่งในความงามที่สตรีจำนวนมากปรารถนาก็คือ การมีทรวงอกขนาดพอเหมาะ ผิวพรรณเต่งตึง อวบอิ่ม นวลเนียน กระชับ เรียบตึง ไร้ริ้วรอย ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
1. ขนาดของเต้านม
2. ผิวหนังบริเวณเต้านม
จะขอกล่าวถึงขนาดของเต้านมก่อน สตรีทางแถบเอเชีย รวมทั้งกลุ่มกระเทย และรักร่วมเพศมักมีความสนใจที่จะเพิ่มขนาดของเต้านม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น การเสริมฟองน้ำในเสื้อยกทรงซึ่งแลดูไม่เป็นธรรมชาตินัก การรับประทานยาคุมกำเนิดบางชนิด (เพื่อหวังผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ในยาคุมกำเนิด ช่วยขยายขนาดของเต้านม) ไปจนถึงการผ่าตัดเสริมทรวงอกด้วยซิลิโคน ซึ่งแต่ละวิธีก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย อีกข้อเสนอหนึ่งในขณะนี้ก็ คือ ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีสารสกัดจากสมุนไพรกวาวเครือ ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงสามารถขยายขนาดของเต้านมได้ กรณีนี้จะมีความใกล้เคียงกับการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด การที่ยาเม็ดคุมกำเนิดบางตำรับมีผลขยายขนาดของเต้านม ได้นั้น เป็นเพราะผลข้างเคียงของการได้รับฮอร์โมนที่ทำให้เต้านมตึง และคัดแต่ยาคุมกำเนิดนั้นเข้าข่าย เป็นยาอันตราย และต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร ก่อนใช้ควรจะได้รับการตรวจร่างกายว่าสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีความผิดปกติหรือภาวะใดๆที่เป็นข้อห้ามใช้ยากลุ่มนี้ รวมทั้งต้องคำนึงถึงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยาอีกด้วย
ข้อมูลที่ว่าสารสกัดจากสมุนไพรกวาวเครือ สามารถขยายขนาดของเต้านมได้ เพราะมีการออกฤทธิ์แบบฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ต้องพิสูจน์กันทางวิทยาศาสตร์ ให้กระจ่างชัดเสียก่อน ว่าสารในกวาวเครือ มีฤทธิ์เช่นนั้นจริง และเมื่อมีผลในการขยายเต้านมแล้ว จะไปมีผลต่ออวัยวะอื่นๆในร่างกายด้วยหรือไม่ ขนาด วิธีใช้ และ ระยะเวลาที่ใช้ อาการข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้น ข้อจำกัดเกี่ยวกับเพศและวัยของผู้ใช้ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้อย่างปลอดภัย
ขณะนี้เราใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ในลักษณะของยาแผนปัจจุบัน ผู้ผลิต หรือนำเข้าฯต้องนำผลิตภัณฑ์มาขึ้นทะเบียนที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ต้องผ่านการประเมินประสิทธิผล และความปลอดภัย โดยมีรายงานผลการทดลองใช้ในคน มีเอกสารการศึกษาวิจัยว่าผลิตภัณฑ์นี้ ให้ผลตามที่กล่าวอ้างจริง การใช้ยากับบุคคลใดในขนาดเท่าใด ตามระยะเวลาที่กำหนด จึงจะมีความปลอดภัย ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นหน้าที่ ของผู้ประกอบธุรกิจ ที่จะต้องดำเนินการเพื่อพิสูจน์คุณภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ อาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่า โดยเฉพาะกับผู้บริโภค เพราะจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี และปลอดภัย อีกประการหนึ่งการใช้ ผลิตภัณฑ์ในลักษณะเป็นยา ทั้งผู้ขาย และผู้บริโภค ต่างก็จะรอบคอบกันเป็นพิเศษ ตั้งแต่แหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย การให้ข้อมูลที่ฉลาก และโฆษณา ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก่อนซื้อผู้บริโภคอาจปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเสียก่อนก่อนใช้ย่อมต้องอ่านฉลากให้เข้าใจ อย่างถี่ถ้วน แล้วปฏิบัติตามวิธีใช้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งตระหนักอยู่เสมอว่ายานั้นเมื่อมีคุณอนันต์ ก็อาจมีโทษมหันต์ ควรใช้ยาเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนขณะนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด ในระดับที่เป็นยา เพราะตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายหากผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพไม่ดีเพียงพอ ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งอันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากผู้บริโภคใช้ผิดวิธี หรือผิดวัตถุประสงค์
เมื่อสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างแน่ชัดว่า ในกวาวเครือมีสารที่ออกฤทธิ์ขยายเต้านมได้จริง โดยเป็นฤทธิ์ของสารที่มีโครงสร้างและคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารดังกล่าว ก็ควรเป็นไปในทำนองเดียวกัน กับผลิตภัณฑ์ มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี มีสูตรตำรับและ กรรมวิธีการผลิต ที่เหมาะสม การผลิต การนำเข้า การขาย การแสดงฉลาก รวมถึงการโฆษณาจะได้รับการดูแลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในส่วนนี้ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัยใดๆเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นอีก
อีกประการหนึ่ง ฮอร์โมน (Hormones) จัดเป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ในลำดับที่ 18 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 9 ( พ.ศ.2536 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติ เครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสม ในการผลิตเครื่องสำอาง ด้วยเหตุผล ในทำนองเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น นั่นก็คือ ฮอร์โมนเป็นสารที่ต้องใช้ อย่างระมัดระวัง มีทั้งคุณและโทษ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างสูง หากผลิตภัณฑ์นั้นมีไม่มีคุณภาพดีเพียงพอ หรือไม่ปลอดภัย หรือมีการนำไปใช้ในทางที่ผิด จึงต้องมีการควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวอย่างเข้มงวด หากนำมาใช้ในลักษณะเป็นเครื่องสำอาง การผลิต จำหน่าย รวมถึงการแสดงสรรพคุณที่ฉลากและโฆษณา ผู้ประกอบธุรกิจสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องมาขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อีกทั้งผู้บริโภคเมื่อคิดว่าเป็นเครื่องสำอาง มักจะตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ด้วยตนเอง มิได้ระมัดระวังในการใช้มากนัก มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิด อันตราย
จากข้อมูลทางวิชาการ และข้อกฎหมาย ทั้งทางด้านเครื่องสำอางและด้านยา จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ ที่อ้างว่าสามารถขยายขนาดของเต้านมได้ โดยมีสารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น ควรจะต้องมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ว่าสามารถให้ผลตามที่กล่าวอ้างได้จริง ตามขนาดและวิธีใช้ที่กำหนด รวมทั้งมีความปลอดภัยเพียงพอ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่สามารถขยายขนาดของเต้านมได้ ด้วยการแสดงฤทธิ์แบบฮอร์โมนเอสโตรเจน ควรจัดประเภทให้เป็นยา เพราะสามารถก่อให้เกิดผลต่อโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ได้ และกลไกการออกฤทธิ์มิได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่ใช้เท่านั้น อาจถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ไปมีผลต่ออวัยวะอื่นๆในร่างกายได้ด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างยิ่ง และหากจัดให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเครื่องสำอาง การผลิต จำหน่าย ฉลาก และโฆษณา ส่งเสริมการขายกันอย่างเสรีในลักษณะเป็นเครื่องสำอาง อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค การควบคุมเข้มงวดในระดับเป็นยา จะเป็นวิธีคุ้มครองผู้บริโภคที่เหมาะสมกว่า
ข้อมูลจาก U.S. Food and Drug Administration ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์ใดที่ จะขยายขนาดของเต้านมได้ อย่างดีก็เป็นเพียงการเสริมสร้างความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อที่พยุงเต้านมเท่านั้น ครีม หรือโลชั่นที่โฆษณาว่าสามารถขยายขนาดของเต้านมได้ ก็เป็นเพียงคำโอ้อวดที่เกินความจริง ถึงแม้ว่า ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่บ้าง และ ฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยขยายขนาด ของทรวงอกได้ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคหาซื้อได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ นั้น ก็จะต้องมีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่อาจช่วยขยายขนาดของเต้านมได้อยู่ดี ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนใน ยาคุมกำเนิด และยาที่ใช้บรรเทากลุ่มอาการที่เกิดขึ้น ในภาวะหมดประจำเดือน (menopause) แต่ไม่รับรองให้มีการใช้เอสโตรเจนเพื่อขยายขนาดของเต้านม มีเพียงวิธีเดียวที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถขยาย ขนาดของเต้านมได้นั้น คือ การผ่าตัดเพื่อเพิ่มขนาดของเต้านม
เมื่อมีขนาดของทรวงอก เป็นที่พึงพอใจแล้ว ผิวพรรณบริเวณดังกล่าวก็มีความสำคัญ ทรวงอกขนาดใหญ่ที่ผิวแห้งแตก หรือหย่อนย่น ย่อมไม่พึงปรารถนา ความเต่งตึง เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น กระชับ เรียบตึง ของผิวหนังบริเวณเต้านมจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อย เครื่องสำอางสามารถช่วยคงความชุ่มชื่น ที่ผิวหนังได้ด้วยการ
1. ป้องกันการระเหยของน้ำจากผิว อาจทำได้โดยการก่อให้เกิดฟิล์มบางๆ ปกคลุมที่ผิวหนัง เมื่อน้ำระเหยออกไปไม่ได้ ผิวก็จะนุ่ม ชุ่มชื่น ไม่แห้งแตก
2. เพิ่มปริมาณน้ำให้กับผิวหนัง โดยการดึงความชื้นจากสิ่งแวดล้อมมาไว้ที่ผิวหนัง
ผิวหนังตามธรรมชาติจะมีไขมันทำหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำอยู่แล้ว แต่หากยังมีปัญหาผิวแห้งเพราะขาดน้ำ การใช้สารประเภทน้ำมันหรือ สารที่คล้ายน้ำมัน จะช่วยเสริมไขมันที่ผิวหนังตามธรรมชาติ ช่วยเสริมกลไกป้องกันการสูญเสียน้ำ สารประเภทนี้อาจเรียกว่า Humectant หรือ Moisturizer หรือ Emollient ที่นิยมใช้กันในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ได้แก่ cetyl alcohol , dimethicone, isopropyl lanolate, myristate and palmitate, lanolin , octyl dodecanol , olive oil, petrolatum, stearic acid and stearyl alcohol เป็นต้น
นอกจากสารที่ช่วยคงความชุ่มชื้น ให้กับผิวหนังแล้ว เครื่องสำอางบางตำรับ อาจเพิ่มวิตามินลงไปด้วย เช่น วิตามิน เอ หรือวิตามิน อี รวมทั้งสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่น เครื่องสำอางประเภทนี้ สามารถช่วยบำรุงผิวหนังได้ทั่วร่างกาย รวมทั้งบริเวณทรวงอก ด้วย ส่วนใหญ่จะจัดเป็นเครื่องสำอางทั่วไป ซึ่งไม่ค่อยมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ยกเว้นการแพ้เฉพาะบุคคล
ส่วนผลิตภัณฑ์ประเภทครีม หรือโลชั่นทาทรวงอก ที่แจ้งว่าเป็นเครื่องสำอาง มีส่วนผสมของสารสกัดจากกวาวเครือนั้น ขณะนี้ยังคงต้องจัดอยู่ในประเภทเครื่องสำอางทั่วไป เพราะสมุนไพรมิได้เข้าข่าย เป็นวัตถุที่ห้ามใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง เครื่องสำอางหลายชนิด ก็มีส่วนผสมของสมุนไพร เช่น แชมพูผสมมะกรูด ครีมนวดผมผสมว่านหางจระเข้ ยาสีฟันผสมสารสกัดจากพืชสมุนไพร เป็นต้น เครื่องสำอางประเภทนี้มีการกำกับดูแลอย่างไม่เข้มงวด เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้น้อย หากในตำรับไม่มีส่วนผสมของสารควบคุมพิเศษ หรือสารควบคุม ผู้ประกอบธุรกิจสามารถผลิต เพื่อจำหน่ายได้ โดยไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพียงแต่ปฏิบัติตามกรอบกำหนดตามกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ให้ครบถ้วน เช่น ไม่ผสมวัตถุห้ามใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง โดยเฉพาะ ฮอร์โมนส์ (Hormones), จัดทำฉลากให้มีข้อความบังคับครบถ้วน ชัดเจน , มีปริมาณสารสำคัญตามเกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อน ที่กำหนด เป็นต้น และที่สำคัญ การแสดงสรรพคุณที่ฉลาก และโฆษณา จะต้องอยู่กรอบของ ความเป็นเครื่องสำอาง นั่นคือ มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเพียงเพื่อความสะอาด หรือความสวยงาม, กลไกการออกฤทธิ์ต่อร่างกายเป็นไปอย่างอ่อนๆเฉพาะที่, ไม่แสดงข้อมูลที่อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่ามีผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทำหน้าที่ใดๆของร่างกายมนุษย์ เช่น การขยายขนาดของเต้านม เป็นต้น
การผสมสารสกัดจากสมุนไพรที่สามารถออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนลงในเครื่องสำอางนั้น อาจมีข้อสงสัยว่า ในเมื่อฮอร์โมนจัดเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ในเครื่องสำอาง แล้วสารออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนจะถูกห้ามใช้ไปด้วยหรือไม่ ในข้อนี้ยังคงต้องรวบรวมข้อมูลทางวิชาการให้แน่ชัดเสียก่อนว่า สารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนนั้น มีคุณและโทษในทำนองเดียวกับฮอร์โมนหรือไม่ หากพิสูจน์ได้แล้วว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายในระดับเดียวกันกับ ฮอร์โมน ก็น่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้ให้ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อคุ้มครองให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยในการใช้เครื่องสำอางต่อไป
ในขณะที่กวาวเครือกำลังอยู่ในความสนใจของประชาชนนี้ มีผลิตภัณฑ์ที่แจ้งว่าเป็นเครื่องสำอางผสมสารสกัดจากวาวเครือ (จึงสามารถผลิต จำหน่าย แสดงสรรพคุณที่ฉลากและโฆษณา โดยไม่ต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) กันมากมาย และมีการแสดงสรรพคุณด้วยข้อความ ที่ทำให้เข้าใจได้ว่า สามารถขยายขนาดของทรวงอก ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก็มิได้นิ่งนอนใจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสถานประกอบการ เพื่อเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ส่งตรวจวิเคราะห์ว่า มีสารห้ามใช้ โดยเฉพาะฮอร์โมน เป็นส่วนผสมอยู่หรือไม่ และในส่วนของการแสดงสรรพคุณนั้น ตามกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ต้องให้โอกาสผู้ประกอบธุรกิจได้มีโอกาสชี้แจงเพื่อพิสูจน์ความจริงก่อน หากไม่สามารถพิสูจน์ได้จึงจะต้องระงับการโฆษณา ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร
การนำสมุนไพรมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรให้ การสนับสนุน แต่การนำสมุนไพรมาใช้ ก็ต้องมีการศึกษาวิจัยในเรื่องของคุณภาพ และความปลอดภัยเช่นกัน เพราะสมุนไพรมีทั้งคุณและโทษ การนำมาใช้ อย่างไรจึงจะได้ผลและปลอดภัยน่าจะเป็นประเด็นแรกที่ต้องคำนึงถึง ส่วนการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วย ความเข้มงวดระดับใด เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจากข้อมูลทางวิชาการ และวัตถุประสงค์ของการใช้เป็นสำคัญ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัย ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ผสมกวาวเครือ นับแต่ อย. กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดเป็นเครื่องสำอางควบคุม และผู้ผลิต/นำเข้าเครื่องสำอางต้องทำการแจ้งส่วนประกอบของเครื่องสำอางก่อนผลิต/นำเข้า ในราชอาณาจักร ดังนั้น เครื่องสำอางที่ผสมกวาวเครือก็จะต้องดำเนินการแจ้งส่วนประกอบด้วย โดยมีกฎหมายพิเศษว่าจะต้องแจ้งปริมาณหัวกวาวเครือสดที่ได้รับในแต่ละวันจากใช้เครื่องสำอางนั้น โดยแสดงเอกสารจากผู้ผลิตวัตถุดิบ เช่น Specification หรือ MSDS เพื่อบ่งบอกลักษณะของกวาวเครือที่ใช้ และแสดงกรรมวิธีสารสกัดกรณีที่ตำรับนั้นใช้กวาวเครือที่เป็นสารสกัด เพื่อคำนวณออกมาเป็นหัวกวาวเครือสดได้ ซึ่งกวาวเครือที่ใช้ได้คือ กวาวเครือขาว หรือ กวาวเครือแดง ทั้งนี้ อย. กำหนดว่าปริมาณหัวกวาวสดที่ำได้รับในแต่ละวันจากเครื่องสำอางนั้นไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัม สำหรับวิธีการคำนวณไม่ขอแสดงไว้ในที่นี้ หากท่านผู้อ่านสนใจสามารถสอบถามได้จาก อย. แต่หากท่านสนใจผลิตเครื่องสำอางกับเรา เราก็สามารถแนะนำในส่วนนี้ให้ท่านได้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Botox Cosmetic®- ยา! ไม่ใช่เครื่องสำอาง
Botox Cosmetic®
Botox Cosmetic® เป็นชื่อการค้าของ Botulinum Toxin Type A ซึ่งได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US. Food and Drug Administration หรือ US. FDA) โดยมี ข้อบ่งใช้สำหรับลดริ้วรอยระหว่างคิ้ว (glabellar lines) ซึ่งสัมพันธ์กับการทำงานของกล้ามเนื้อ corrugator และ/หรือ procerus แบบชั่วคราว ในผู้ใหญ่ที่อายุไม่เกิน 65 ปี
Botox Cosmetic® ได้รับการรับรองในรูปยาฉีด อยู่ในรูปผงแห้ง lyophilized มีขนาดยา 100 U ต่อขวด (vial) และมีอายุ 24 เดือนเมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิระหว่าง -5 ถึง -20°C
Botox®
Botox® เป็นชื่อการค้าของ Botulinum Toxin Type A ซึ่งมีข้อบ่งใช้ที่ได้รับการรับรองจาก US. FDA สำหรับรักษา cervical dystonia ในผู้ใหญ่เพื่อลดความรุนแรงของตำแหน่งศีรษะที่ผิดปกติและความเจ็บปวดที่คอซึ่งสัมพันธ์กับ cervical dystonia และสำหรับรักษา strabismus และ blepharospasm ซึ่งสัมพันธ์กับ dystonia
ผลิตภัณฑ์ Botox® และ Botox Cosmetic® มี Botulinum Toxin Type A เป็นสารออกฤทธิ์ แต่มีข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกันและมีขนาดยาที่ต่างกันด้วย
Botox® ได้รับการรับรองสำหรับใช้รักษา blepharospasm และ strabismus ตั้งแต่ ธันวาคม 2532 และได้รับการรับรองสำหรับรักษา cervial dystonia ตั้งแต่ธันวาคม 2543 ส่วน Botox Cosmetic® ได้รับการรับรองสำหรับข้อบ่งใช้ใหม่ (รักษา glabellar lines) เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545
Botulinum Toxin Type A
Botulinum Toxin Type A เป็นโปรตีนซึ่งผลิตโดยแบคทีเรีย Clostidium botolinum ใฃ้ในรูป ยาฉีดโดยผ่านขบวนการปราศจากเชื้อและทำให้บริสุทธิ์ ใช้ในการรักษา glabellar lines โดยฉีดเข้าไปที่ กล้ามเนื้อที่ต้องการรักษาเพื่อยับยั้งการหลั่งสาร acetylcholine ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และเป็นผลให้กล้ามเนื้อที่ถูกฉีดด้วย toxin เป็นอัมพาตหรืออ่อนแรง
การจัดประเภทผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ Botox Cosmetic® เป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (prescription drug) ซึ่งได้รับการ รับรองสำหรับข้อบ่งใช้ที่กล่าวไปข้างต้นจาก US. FDA โดยหน่วยงาน Division of Vaccines and Related Products Applications, Office of Vaccines Research and Review, Center for Biologics Evaluation and Research
Botox Cosmetic® ใช้ฉีดที่กล้ามเนื้อที่ต้องการรักษาโดยตรง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ต้องอยู่ในรูป ยาฉีดเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะจัดผลิตภัณฑ์นี้เป็นเครื่องสำอาง นอกจากนี้ Botulinum Toxin Type A จัดเป็น toxin ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ toxin ก็จัดเป็น สารห้ามใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางในสหภาพยุโรป (European Union) เช่นเดียวกัน (Annex II, Cosmetics Directive 76/768/EEC)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมรกเด็กเข้าข่ายผิดกฎหมาย
อย. เผยประกาศฯ กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางมีผลบังคับใช้
แล้วตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2551 ทำให้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของรกเด็กจัดเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย
ในการใช้ ผู้ผลิต นำเข้า หรือขายจะมีโทษตามกฎหมาย ย้ำ ! ประกาศฉบับนี้มีรายการวัตถุห้ามใช้รวม 1,242
รายการ สอดคล้องกับประชาคมโลก เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค
ภญ. วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว
เกี่ยวกับกรณีเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของรกเด็กว่า ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดวัตถุที่
ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ในบัญชีท้ายประกาศฯ ลำดับที่ 413 ระบุให้ “เซล เนื้อเยื่อ
หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมนุษย์” เป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง ดังนั้น รกเด็กจึงเข้าข่ายเป็น
วัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งกฎหมายนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อ
วันที่ 12 พฤษภาคม 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2551 ขณะนี้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม
ของรกเด็กจึงจัดเป็นเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของวัตถุที่ห้ามใช้ เข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยใน
การใช้ ผู้ผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย จะมีโทษตามกฎหมายต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ การออกประกาศฯ กำหนดให้เซล เนื้อเยื่อ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมนุษย์เป็นวัตถุที่ห้าม
ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับประชาคมโลก โดยสหภาพยุโรป
ได้กำหนดให้เซล เนื้อเยื่อ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมนุษย์เป็นวัตถุห้ามใช้ตั้งแต่ปี 2538 ส่วนอาเซียน
ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2546 เนื่องจากเหตุผลทางด้านจริยธรรม และความเสี่ยงต่อการแพร่กระจาย
ของโรค ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ประเทศไทยโดย อย. ได้คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด
ของผู้ใช้เครื่องสำอาง จึงได้ออกประกาศกำหนดรายชื่อวัตถุที่ห้ามใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง
ดังกล่าว ซึ่งนอกจากเรื่องของเซล เนื้อเยื่อ หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมนุษย์แล้ว ยังมีวัตถุห้ามใช้กลุ่มอื่น ๆ อีก
ได้แก่ สารที่ใช้เพื่อบำบัด บรรเทา รักษาโรค (เช่น ยาปฏิชีวนะ กรดเรทิโนอิก) โลหะต่าง ๆ (เช่น สารปรอท
ตะกั่ว สารหนู) สารก่อมะเร็ง เช่น (ไนโตรซามีน สีย้อมผมบางชนิด) สารที่เป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ (เช่น
สารทาเลท) สารที่อาจมีจุลินทรีย์ก่อโรคปนเปื้อนและก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงเซล เนื้อเยื่อ
หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากมนุษย์ รวมทั้งสารที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอน) รวมทั้ง
สิ้น 1,242 รายการ โดยสามารถเปิดอ่านรายการวัตถุห้ามใช้ทั้งหมดได้ที่ www.fda.moph.go.th ในส่วนของเครื่องสำอาง
โดย
กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค
วันที่ 12 มิถุนายน 2551
ข่าวแจก 68/ปีงบประมาณ 2551
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
|