Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
หมวดหมู่สินค้า (Product)
dot
bulletตัวอย่างสินค้า
bulletผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (Skin Care)
bulletผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (Bath & Body Care)
bulletผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (Hair Care)
bulletผลิตภัณฑ์แต่งหน้า (Make-Up)
bulletผลิตภัณฑ์น้ำหอม (Fragrance)
bulletผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรค (Sanitary)
dot
การผลิต (Production)
dot
bulletเครื่องมือการผลิต (Factory Facility)
bulletวัตถุดิบ (Ingredient)
bulletCosmetic OEM Product
bulletอัตราค่าบริการ Cosmetic
dot
การควบคุมคุณภาพ (QC Management)
dot
bulletวัตถุดิบ (Raw Materials)
bulletวัสดุบรรจุ (Pakaging Materials)
bulletความคงสภาพของผลิตภัณฑ์ (Stability)
bulletGMP เครื่องสำอาง
dot
บรรจุภัณฑ์ (Packaging)
dot
bulletขวด (Bottle.)
bulletกระปุก หลอด ( Jar.Tube.)
bulletการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์
dot
สาระน่ารู้ (About Cosmetics)
dot
bulletหลักการทำให้ผิวขาว (How to whiten your skin?)
bulletคุณรู้รึเปล่าว่าเครื่องสำอางมีความเป็นมาอย่างไร ?
bulletส่วนประกอบหลักในเครื่องสำอาง
bulletสารสกัดยางพารา (HB Extract)
bulletสบู่ทองคำและสบู่มังคุด
bulletAstaxanthin
bulletHomeopathic Product
bulletGlutathione กับการผลิตเครื่องสำอาง
bulletข้อปฏิบัติเพื่อให้ผิวสวย
bulletรู้เฟื่องเรื่องครีมกันแดด
bulletจุลินทรีย์ต้องห้าม
bulletการรายงานผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์
bulletประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ
bulletแชมพูป้องกันผมร่วง
dot
ข่าวจาก อย.
dot
bulletเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลากเครื่องสำอาง
bulletข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องสำอางในไทย
bulletส่วนผสมของเครื่องสำอางกับความปลอดภัย
bulletกวาวเครือ โบท็อกซ์ รกเด็ก
bulletงานวิจัย
bulletหลักการแบ่งชนิดของเครื่องสำอางตามข้อมูลของ อย.
bulletหลักเกณฑ์พิจารณาเครื่องสำอางควบคุม
dot
News Letter

dot
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน (Web Link)
dot
bulletReady Planet
bulletJSP Pharma
bulletJsp Testkit
bulletCoxlab Thai
bulletCDIP Lab
bulletJSP Herbal Center


JSP Pharma
รับจ้างผลิตเครื่องสำอางค์ ผลิตครีม ผลิตสบู่
google


ความปลอดภัยของส่วนผสมในเครื่องสำอาง

 

ความปลอดภัยของการใช้สารไตรโคลซาน (Triclosan) ในเครื่องสำอาง
ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตว่า      สารไตรโคลซาน(Triclosan)ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สามารถทำปฏิกิริยากับคลอรีน(Free chlorine)ในน้ำประปา   เกิดเป็นคลอโรฟอร์ม(Chloroform) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้นั้น
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. เมื่อปี พ.ศ. 2548 มีการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยของ Peter Vikesland จาก   Virginia   Polytechnic Institute and State University ใน   Environmental Science & Technology Online News   ระบุว่าสารไตรโคลซาน   สามารถทำปฏิกิริยากับคลอรีน   เกิดเป็นคลอโรฟอร์ม ซึ่งอาจถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง หรือเมื่อสูดดม เข้าสู่ร่างกาย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้   และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2550   นักวิจัยกลุ่มเดิมได้ทำการศึกษา
วิจัยเพิ่มเติม(http://pubs.acs.org/subscribe/journals/esthag-w/2007/feb/science/ee_chloroform.html) และพบว่าเมื่อนำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย(Personal hygiene products)    ทั้งที่มีส่วนผสมของไตรโคลซาน   และปราศจากไตรโคลซาน จำนวน 16 รายการ มาทำปฏิกิริยากับ  Free chorine   ที่ pH 7 อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส พบว่าผลิตภัณฑ์ที่ผสมไตรโคลซานจะก่อให้เกิดสารหลายชนิด เช่น (chlorophenoxy)phenol , 2,4-dichlorophenol , 2,4,6- trichlorophenol และ chloroform    แต่ถ้าลดอุณหภูมิของน้ำลงจาก 40 องศาเซลเซียส เป็น 30 องศาเซลเซียส     ปริมาณคลอโรฟอร์มที่เกิดขึ้นก็จะลดลงตามไปด้วย     ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สมควรมีการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้   เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่อไป
2. เนื่องจากการศึกษาวิจัยดังกล่าวเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ ปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดเป็น คลอโรฟอร์มนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ   เช่น    ความเข้มข้นของไตรโคลซานในผลิตภัณฑ์ ความเข้มข้นของคลอรีนในน้ำ ความเป็นกรด-ด่าง ระยะเวลาที่เกิดปฏิกิริยา   รวมทั้งอุณหภูมิของน้ำด้วย  ขณะนี้จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไตรโคลซานก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค   ดังนั้น   ผู้บริโภคยังไม่ควรตื่นตระหนกเกี่ยวกับอันตรายของไตรโคลซานในเครื่องสำอางตามที่เป็นข่าว
3 . ไตรโคลซาน เป็นสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรีย (Antibacteria) จึงนิยมใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดหลายชนิด   เช่น   สบู่    ครีมอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ยาสีฟัน   น้ำยาบ้วนปาก   ตลอดจนน้ำยาล้างจานด้วย     โดยพบว่ามีการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ    เช่น เป็นวัตถุกันเสีย   และเป็นสารยับยั้งแบคทีเรีย   เป็นต้น 
4 ขณะนี้ประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา   แคนาดา ญี่ปุ่น   รวมทั้งสหภาพยุโรป และอาเซียน
ยังคงอนุญาตให้ใช้สารไตรโคลซานเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ ซึ่งเมื่อติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้สารไตรโคลซานแล้วพบว่า ปัจจุบันสารนี้ยังคงมีความปลอดภัย  เมื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
5.     ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผลิตและนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยในขณะนี้      สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ใช้สารไตรโคลซานเป็นวัตถุกันเสียที่ความเข้มข้นไม่เกิน 0.3% ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคตามมาตรฐานสากล จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการใช้เครื่องสำอาง อย่าได้ตื่นตระหนกกลัวตามที่เป็นข่าว
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
ความปลอดภัยของการใช้สาร parabens ในเครื่องสำอาง
 
จากการที่มีข่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ว่าสาร parabens ในเครื่องสำอาง อาจมีความเกี่ยว
ข้องกับมะเร็งเต้านมได้ นั้น
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. parabens เป็นชื่อของสารในกลุ่ม esters of p-hydroxybenzoic acid ซึ่งมีคุณสมบัติ
ยับยั้ง จุลินทรีย์ได้ จึงนิยมใช้เป็นสารกันเสียในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง ยา และอาหาร
2. สาร parabens ที่นิยมใช้กันมากในเครื่องสำอาง คือ methylparaben, propylparaben
และ butylparaben ส่วนใหญ่ในเครื่องสำอางแต่ละตำรับ จะใช้สาร parabens ร่วมกันหลายชนิด เพื่อให้
สามารถยับยั้งจุลินทรีย์ได้หลายกลุ่ม
3 ในประเทศต่างๆส่วนใหญ่อนุญาตให้ใช้ parabens ในเครื่องสำอางได้ โดยมีข้อกำหนดแตก
ต่างกันในรายละเอียด เช่น
(1) ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น อนุญาตให้ใช้สารนี้ได้ โดยมิได้กำหนดอัตรา
ส่วนสูงสุดที่ให้ใช้
(2) สหภาพยุโรป อนุญาตให้ให้ใช้สารนี้ในเครื่องสำอางได้โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
- ถ้าใช้ ester เพียงชนิดเดียว ให้ใช้ได้ในอัตราส่วนสูงสุด คือ 0.4 %(คำนวณในรูปกรด)
- ถ้าใช้ ester ร่วมกันหลายชนิด ให้ใช้ได้ในอัตราส่วนสูงสุด คือ 0.8 %(คำนวณในรูปกรด)
- ในกรณีที่ใช้สารนี้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น ใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในผลิตภัณฑ์ระงับ-
กลิ่นกาย จะสามารถใช้ในความเข้มข้นสูงกว่าที่กำหนดให้ใช้เพื่อเป็นสารกันเสียได้
(3) ตามกฎหมายไทยอนุญาตให้ใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้โดยมิได้กำหนดอัตรา
ส่วนสูงสุดที่ให้ใช้ แต่ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบทบัญญัติเครื่องสำอาง
อาเซียน โดยจะใช้ข้อกำหนดในทำนองเดียวกับสหภาพยุโรป
4. จากการศึกษาวิจัยเมื่อ ค.ศ. 2004 ( Darbre, in the Journal of Applied Toxicology ) ราย
งานว่าตรวจพบ parabens ในก้อนที่เต้านม (breast tumors) และได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นที่ว่า
parabens ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างอ่อนๆ อาจมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม แต่ผล
การศึกษาวิจัยไม่อาจสรุปได้ว่า parabens เป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านม
5. ในสหรัฐอเมริกา โดย US Food and Drug Administration ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า ถึงแม้
ฮอร์โมนส์เอสโตรเจนในร่างกายจะมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าสาร
parabens ในเครื่องสำอางจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม ดังนั้น ผู้บริโภคจึงยังไม่ควรวิตกกังวล ใน
เรื่องนี้จนเกินไป ผู้ประกอบธุรกิจยังคงใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ และทางหน่วยงานจะติดตาม
ข้อมูลความปลอดภัยเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
6. ในสหภาพยุโรป โดย The Scientific Committee on Consumer Products [SCCP] ได้
พิจารณาข้อมูลความปลอดภัยของการใช้สาร parabens ในเครื่องสำอาง และสรุปได้ว่าเครื่องสำอางที่มีส่วน
ผสมของสารนี้มิได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม และเห็นชอบให้ใช้ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้สารนี้ใน
เครื่องสำอางตามเดิม
7 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้สาร
parabens และพบว่าปัจจุบันสารนี้ยังคงมีความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
ความปลอดภัยของสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่องสำอาง
 
ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง
ในต่างประเทศได้ยกเลิกการใช้ไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังมีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง โดย
เฉพาะสบู่เหลว ซึ่งใช้กันทุกเพศทุกวัย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้สืบค้นและติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของ
สารที่ใช้ในเครื่องสำอางมาโดยตลอด กรณี ความปลอดภัยของสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ในเครื่อง
สำอาง สรุปได้ ดังนี้
1. โซเดียม ลอริล ซัลเฟต หรือที่นิยมเรียกในชื่อย่อว่า เอสแอลเอส (Sodium Lauryl Sulfate :
SLS) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรก คราบไขมันหลุดออกไปได้
ง่ายขึ้น จึงเรียกง่ายๆว่าเป็น สารทำความสะอาด นิยมใช้ทั้งในวงการอุตสาหกรรมและเป็นส่วนผสมในผลิต
ภัณฑ์หลายประเภท เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน (โดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์
ของการนำไปใช้) เครื่องสำอางที่นิยมผสมสารนี้ ได้แก่ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วล้างออกด้วยน้ำ เช่น สบู่เหลว
แชมพู ตลอดจนยาสีฟัน
2. จากการศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและในคน พบว่าอันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง
ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่
ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนสรุปว่าสาร SLS มีความเสี่ยงต่อการ
ก่อให้เกิดมะเร็งในคน
3. ข้อมูลความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมะเร็งจากสารกลุ่มนี้ อาจมาจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นสารก่อ
มะเร็ง คือ 1,4 Dioxane แต่ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสารทำความสะอาด สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนนี้ได้
ด้วยการใช้ระบบสูญญากาศ (ซึ่งไม่เป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก) อีกทั้งได้มีการศึกษาพบว่า โอกาสที่จะพบ
1,4 Dioxane ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปมีน้อย จึงไม่ควรกังวลว่าสาร SLS ในเครื่องสำอางจะก่อให้เกิดมะเร็ง
4. เครื่องสำอางที่ผสมสาร SLS อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้บ้าง เช่น แชมพูเข้าตา
ทำให้แสบตา หรือฟอกสบู่เหลวนานเกินไป อาจระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งได้
5. ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศไทย มิได้
ห้ามใช้สารนี้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง และได้เผยแพร่ข้อมูลให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสารนี้
6. หากผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงสาร SLS ในเครื่องสำอาง สามารถเลือกใช้เครื่องสำอางที่
ฉลากระบุว่า “Sodium Lauryl Sulfate Free” ได้
7. ขณะนี้มีสารทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ Sodium Laureth sulfate (SLES)
ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า SLS และยังไม่มีข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับการเป็นสารก่อมะเร็ง
8. ผู้บริโภคไม่ควรตื่นตระหนกกับเรื่องนี้จนเกินไป หากพบข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของ
สาร หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงบวก หรือเชิงลบ จำเป็นต้อง
ตรวจสอบแหล่งที่มา ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆแหล่ง ตลอดจนข้อเท็จ-
จริงต่างๆให้กระจ่างชัด ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 ข่าว “กลุ่มเน็ตตื่นแชมพู-ยาสีฟัน มีสารก่อมะเร็ง
โดย ภญ. พรพรรณ สุนทรธรรม
ที่มาของข่าว หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ลงข่าวในหัวข้อข่าว ''กลุ่มเน็ตตื่น แชมพู-ยาสีฟัน มีสารก่อมะเร็ง'' ว่า ผู้เล่นอินเตอร์เน็ตตื่นตระหนกกับข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ในหัวข้อ ''Hot Mail'' กล่าวถึงสารทำให้เกิดฟอง Sodium Laureth Sulfate (SLS) หรือ Sodium Dodecyl Sulfate ที่ใช้ในแชมพูและยาสีฟันว่าเป็นสารสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง
ความสนใจจากประชาชน ก่อนหน้าที่จะเป็นข่าวได้มีประชาชนจำนวนมากโทรศัพท์มาสอบถามกองควบคุมเครื่องสำอาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากทั้งยาสีฟันและแชมพูเป็นเครื่องสำอางที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เกรงว่าจะเป็นการสะสมปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซึ่งเป็นโรคที่ทุกคนกลัว และพยายามลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องหรืออาจเป็นสาเหตุของมะเร็ง กองควบคุมเครื่องสำอางได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับผู้สอบถามไปแล้ว แต่เพื่อให้ข้อมูลที่ประชาชนได้รับถูกต้อง และไม่เกิดความตื่นตระหนกจนเลิกใช้ยาสีฟันและแชมพูสระผม จึงขอนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว ณ ที่นี่
ข้อเท็จจริง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยกองควบคุมเครื่องสำอางได้ตรวจสอบข้อมูลจากรายละเอียดของข่าวแล้ว มีข้อสรุปดังนี้ ชื่อของสารที่ปรากฏตามข่าวมีความสับสนเล็กน้อย กล่าวคือ สารที่กล่าวถึงน่าจะหมายถึงสารในกลุ่ม surfactant จำนวน 3 ชนิด ได้แก่
• Sodium Lauryl Sulfate ชื่อย่อที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ SLS
• Sodium Laureth Sulfate หรือชื่อทางเคมีคือ Sodium Lauryl Ether Sulfate ชื่อย่อที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ SLES
• Sodium Dodecyl Sulfate ชื่อที่ถูกต้องน่าจะเป็น Sodium Dodecylbenzene sulfonate
 
กองควบคุมเครื่องสำอางได้ประสานกับนักข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เพื่อขอข้อมูล Hot Mail ที่เป็นที่มาของข่าว พบว่าเจ้าของข้อมูล คือ Michelle Hailey, Executive Secretary, University of Pensylvania Health system, Office of Legal Affairs, Human Resource Department มีข้อสังเกต คือ ผู้ให้ข้อมูลไม่น่าจะเป็นนักวิชาการ
จากการตรวจสอบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาข้อมูลที่คาดว่าน่าจะเป็นต้นตอของข่าว Hot Mail จนถึงข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์พบว่าข้อมูลปรากฏบนอินเตอร์เน็ตในหัวข้อเรื่องว่า ''The 10 Most Unwanted Cosmetic Ingredients You Should Avoid''เป็น ใส่ในน้ำและอาหารให้สัตว์ทดลองกิน รวมทั้งผลต่อการใช้กับผิว ไม่พบว่าก่อให้เกิดโรคมะเร็ง จาก US FDA Cosmetic Handbook มีข้อมูลที่กล่าวถึง Nitrosamine และ 1,4-Dioxane ดังนี้
1. Nitrosamines เป็นสารที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง ในสหรัฐอเมริกามีการติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1977 โอกาสที่จะเกิด Nitrosamines ในเครื่องสำอางคือ กรณีที่ในสูตรมีส่วนผสมของสารในกลุ่ม amines หรือ amino derivatives (โดยเฉพาะสาร diethanolamine หรือ triethanolamine) กับสารที่มีคุณสมบัติเป็น Nitrosating agents ตัวอย่างเช่น  2-bromo-2-nitropropane -1,3-diol หรือ 5-bromo-5-nitro-1,3 - dioxane
จะทำปฏิกิริยาเกิดสาร Nitrosamines ในช่วงของการผลิตหรือช่วงของการเก็บรักษา
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2539 ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 กำหนดปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้และเงื่อนไขของการใช้สาร 2-bromo-2-nitropropane - 1,3-diol และ 5-bromo-5-nitro-1,3 - dioxane ว่าห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์มี amines หรือ amides หรืออนุพันธ์องสารเหล่านี้เป็นส่วนผสม เพื่อป้องกันการเกิด Nitrosamines
2. สาร 1,4 Dioxane เป็นสารปนเปื้อนที่อาจพบในสารทำความสะอาด สารที่ทำให้เกิดฟอง emulsifiers และสารเคมีบางกลุ่ม เช่น PEG, Polyethylene, Polyethylene glycol แต่สามารถกำจัด 1,4 Dioxane ออกไปในระหว่างการผลิตวัตถุดิบเหล่านี้โดยใช้ระบบสูญญากาศโดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ความเป็นพิษของสารนี้คือ ในสัตว์ทดลองที่กินอาหารที่มีสารนี้อาจเกิดมะเร็งในตับและในโพรงจมูก และพบว่าสาร 1,4 Dioxane สามารถซึมผ่านผิวหนังของคนและสัตว์ได้ แต่การทดลองพบว่า 1,4 Dioxane ที่ทาลงบนผิวหนังจะระเหยออกไปจนไม่เหลือปริมาณมากพอที่จะซึมผ่านผิวหนัง และมีข้อสรุปว่า โอกาสและปริมาณของ 1,4 Dioxane ที่จะพบปนเปื้อนอยู่ในเครื่องสำอางสำเร็จรูปที่มีการใช้สารที่อาจมี 1,4 Dioxane ปนเปื้อนมีน้อย
ข่าวที่เกิดขึ้นได้ก่อให้เกิดข้อคิดประการหนึ่งว่า ทุกครั้งที่อ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ควรพิจารณาความน่าเชื่อถือ หรือความเป็นกลางของข้อมุล ด้วยการประเมิน Website ในอินเตอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น พิจารณาจากคำย่อที่แสดงที่มาของข้อมูลเพื่อประกอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล เช่น หากมีคำย่อ .com หรือ .co หรือถึงหน่วยงานทางธุรกิจ หรือเอกชน ซึ่งอาจแฝงผลทางธุรกิจหรือเป็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือ .gov หมายถึงหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น
เลือกซื้อและเลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัย จากข้อเท็จจริงข้างต้น หลายท่านอาจลดความกังวลลงไปได้บ้าง แต่อย่างไรก็ดีการซื้อและใช้ยาสีฟันและแชมพูสระผม ต้องซื้อและใช้อย่างฉลาด อ่านฉลากภาษาไทยก่อนซื้อทุกครั้ง โดยเฉพาะดูวันเดือนปีที่ผลิต หากผลิตมานานแล้ว เก่าเกินไป เคมีภัณฑ์เป็นส่วนผสมอาจเสื่อมคุณภาพ หรือสลายตัวให้สารที่เป็นอันตรายได้และสำหรับแชมพูซึ่งอาจมีการผลิตของปลอมออกขายในราคาถูก วางเร่ขาย พึงหลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงมาก หากเกิดการแพ้ระคายเคือง นอกจากจะเสียเงินค่าแชมพู เสียใจที่แพ้แล้ว อาจจะเดือดร้อนเสียเงินซื้อวิกผมเพราะผมร่วงมากก็ได้เพราะฉะนั้นต้องซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ย้อนกลับได้เมื่อมีปัญหา ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีการติดตามข้อมูลและเฝ้าระวังความปลอดภัยของสารต่างๆที่ใช้ในเครื่องสำอาง เป็นภารกิจปกติอยู่แล้ว หากพบพิษภัยอันตรายจะมีการกำหนดมาตรการในการกำกับดูแล หรือ การติดตามตรวจสอบเฝ้าระวัง เพื่อให้ผู้บริโภคที่ใช้เครื่องสำอางได้รับความปลอดภัยต่อไป
ที่มา: จากข่าวสารด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2541 หน้า 17-19 จัดทำโดย ศูนย์ติดตามอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 
 
 อย. กับการประกาศผลวิเคราะห์เครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้ 
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตระหนักถึง ปัญหาการลักลอบผสมสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางมาโดย
ตลอด โดยเฉพาะเครื่องสำอางประเภทครีมทาสิว-ฝ้า ทำให้หน้าขาว ที่วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ยังพบการ
ลักลอบผสมสารห้ามใช้หลายชนิด เช่น   ปรอทแอมโมเนีย  ไฮโดรควิโนน และ กรดวิตามินเอ ซึ่งก่อให้เกิดอันตราย
ต่อผู้บริโภค
        ผู้บริโภคและสื่อมวลชนมักสอบถามว่า อย. กำกับดูแลเครื่องสำอางอย่างไร จึงยังคงมีผลิตภัณฑ์อันตรายเหล่านี้
อยู่ในท้องตลาดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนานและที่สำคัญคือ อยากรู้ว่าเครื่องสำอางยี่ห้ออะไรบ้างที่พบสารห้ามใช้
จะได้ไม่ซื้อ ไม่ใช้ แต่มักจะไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน รวดเร็ว ทันใจ เพราะ อย.ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด
เริ่มจากติดตามตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ว่ากลุ่มใดมีความเสี่ยงสูง มีรายงานการพบสารห้าม
ใช้บ่อยๆ อย่างเช่นเครื่องสำอางทาสิว-ฝ้า ทำให้หน้าขาวนั้น เจ้าหน้าที่จะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้
        1.   ออกตรวจสอบแหล่งจำหน่ายเครื่องสำอาง และเก็บตัวอย่างเครื่องสำอางมาทำการทดสอบเบื้องต้นว่า มี
สารห้ามใช้หรือไม่ สำหรับการทดสอบเบื้องต้นนี้ สามารถทำได้โดย
                1.1   ถ้าต้องการทดสอบว่ามีสารไฮโดรควิโนนหรือไม่ สามารถใช้ชุดทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การ
แพทย์หรือใช้น้ำผงซักฟอกเข้มข้นก็ได้
                1.2   ถ้าต้องการทดสอบว่ามีสารปรอทแอมโมเนียหรือไม่ สามารถใช้ชุดทดสอบของ กรมวิทยาศาสตร์
การแพทย์    ถึงแม้ว่าผลการทดสอบตามข้อ 1.1 และ1.2 จะให้ผลบวก ก็แสดงว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีส่วนผสม
ของสารห้ามใช้ ยังไม่อาจใช้ผลการทดสอบเบื้องต้นนี้ดำเนินการตามกฎหมายได้
        2.   นำตัวอย่างเครื่องสำอางที่ผลิตครั้งเดียวกันกับที่นำไปทดสอบเบื้องต้น ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยันผล ถ้าผลเป็นบวกอีกก็ยังไม่สามารถประกาศผลวิเคราะห์ให้ผู้บริโภคทราบ ต้องดำเนินการ
ต่อไปในข้อ 3 คือ
        3.   เจ้าหน้าที่ต้องพยายามสืบเสาะหาที่ตั้งของแหล่งผลิตเครื่องสำอางดังกล่าวให้ได้ โดย
                3.1  ถ้าฉลากเครื่องสำอางระบุชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต เจ้าหน้าที่ต้องตามไปเก็บตัวอย่างเครื่องสำอางนั้น
จากแหล่งผลิต ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ส่งตรวจวิเคราะห์อีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่า เครื่องสำอางนี้ทั้งที่
วางจำหน่ายในท้องตลาดและที่แหล่งผลิต มีส่วนผสมที่เหมือนกัน ผู้ผลิต หรือ เจ้าของผลิตภัณฑ์ย่อมต้องรับผิดชอบ
ปัญหาที่เกิด ขึ้นจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                3.2  ถ้าที่ฉลากเครื่องสำอางมิได้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตไว้   เจ้าหน้าที่ต้องพยายามสืบเสาะหาข้อ-
มูลจากแหล่งอื่น เช่น สอบถามจากผู้ขาย เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงดำเนินการเช่นเดียวกับข้อ 3.1
        4.   แม้ว่าจะพบผลวิเคราะห์ของตัวอย่างเครื่องสำอางจากแหล่งผลิต และที่วางจำหน่ายในท้องตลาดตรงกัน
ว่า มีสารห้ามใช้ผิดกฎหมาย    อย. ก็ต้องให้โอกาสเจ้าของเครื่องสำอางมีโอกาสชี้แจง โต้แย้ง และแสดงพยานหลัก
ฐานตามควรแก่กรณี (ระบุไว้ในมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535)  ในทางปฏิบัติ อย. จะมี
หนังสือเชิญเจ้าของผลิตภัณฑ์ มาชี้แจงภายในเวลา 15 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับหนังสือ     ในกรณีที่ไม่มีข้อมูล
เกี่ยวกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ อย. จะมีหนังสือเชิญผู้ขายมาชี้แจงในทำนองเดียวกัน
        5.   จากนั้น อย. ต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อคณะกรรมการเครื่องสำอางเพื่อขอความเห็นชอบในการ
ประกาศผลวิเคราะห์ หากคณะกรรมการฯเห็นชอบ อย.จึงจะสามารถประกาศผลวิเคราะห์ให้ประชาชนทราบได้
        จะเห็นว่า กว่าที่ อย.จะดำเนินการได้ครบทุกขั้นตอน ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งไม่ทันต่อความต้องการของ
ผู้บริโภค    แต่ อย. จำเป็นต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน เพราะการทำงานต้องเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย มิอาจ
หลีกเลี่ยงบางขั้นตอนไปได้    นอกจากปัญหาเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติที่มากมายแล้ว ยังพบอีกว่า สถานที่ผลิตที่แจ้งไว้
มักเป็นแหล่งผลิตปลอม มิได้มีการผลิตเครื่องสำอาง ณ สถานที่นั้นจริง ซึ่งเป็นธรรมดาของการลักลอบทำผิดกฎหมาย
ย่อมตัองลักลอบกระทำ และย้ายสถานที่ผลิตไปเรื่อยๆ   อย. ต้องสืบเสาะหาแหล่งผลิตเอง หรือบางผลิตภัณฑ์พบสาร
ห้ามใช้ในท้องตลาด แต่ไม่พบการกระทำความผิด ณ แหล่งผลิต   ทำให้การรวบรวม และสรุปข้อมูลแต่ละกรณีเสนอ
ต่อคณะกรรมการเครื่องสำอาง เป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง
        นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึงปัจจุบัน  อย. ได้ประกาศผลวิเคราะห์เครื่องสำอางที่พบสารห้ามใช้แล้ว 45 รายการ
ซึ่งยังพบว่า มีอยู่ในท้องตลาดบ้าง    บางชนิดก็เปลี่ยนฉลากใหม่แต่ใช้ชื่อเดิม แต่เมื่อเก็บตัวอย่างส่งวิเคราะห์ซ้ำก็ยัง
พบสารห้ามใช้ ซึ่งอย.ได้ออกข่าวเตือนผู้บริโภคเป็นระยะๆ
        จากการรวบรวมข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า เครื่องสำอางทาสิว-ฝ้า ทำให้หน้าขาว ที่ไม่แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต
ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้  ขณะที่เครื่องสำอางที่ อย.ประกาศผลวิเคราะห์แล้วว่ามีสารห้ามใช้ เมื่อทำการ
ตรวจวิเคราะห์ซ้ำก็ยังพบอยู่ ซึ่งถ้าผู้บริโภคยึดหลักว่า ไม่ซื้อ ไม่ใช้เครื่องสำอางที่ไม่แจ้งแหล่งผลิต และ ติดตามข่าว
การประกาศผลวิเคราะห์ของ อย. ก็จะหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อันตรายเหล่านี้ได้ และร้านค้าทั้งหลายขออย่าได้หลงเชื่อผู้
มาเร่ขายส่งที่จะอ้างว่า เครื่องสำอางที่เคยถูกประกาศว่ามีสารห้ามใช้ในอดีตนั้น บัดนี้ได้ปรับปรุงสูตรใหม่ให้ถูกต้อง
แล้ว เพราะส่วนใหญ่ยังคงมีปัญหาเหมือนเดิม
 ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 อย.เตือนอันตรายเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ AHAs และ BHAs
 
1. AHAs [Alpha-Hydroxy Acids] และ BHAs [Beta-Hydroxy Acids] เป็นสารที่นิยมนำมาใช้เป็น ส่วนผสมในเครื่องสำอาง แต่เนื่องจากสารทั้งสองกลุ่มนี้มิได้เป็นสารห้ามใช้ หรือ สารควบคุมพิเศษ หรือ สารควบคุม ดังนั้นเครื่องสำอางที่ผสมสารเหล่านี้และไม่มีส่วนผสมของสารควบคุมพิเศษหรือสารควบคุม จัดเป็นเครื่องสำอางทั่วไป มีวางจำหน่ายทั่วไปทั้งที่ผลิตในประเทศและที่นำเข้าจากต่างประเทศ
2. AHAs และ BHAs เป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นกรด จะช่วยให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น มองเห็นผิวที่อยู่ชั้นถัดไปที่ยังอยู่ในสภาพดี จึงแลดูผิวดีขึ้น
3. สารในกลุ่ม AHAs ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง คือ glycolic acid และ lactic acid
4. BHAs ที่มีการกล่าวถึง คือ Salicylic acid ซึ่งใช้ในทางการแพทย์มานานแล้ว เป็นยาทาภาย นอก ใช้รักษาโรคผิวหนังที่มีลักษณะหนา แข็งกระด้าง เช่น Salicylic acid 6% + Benzoic acid 12% ใช้ รักษาเชื้อราที่ผิวหนัง Salicylic acid 10-12% , Salicylic acid 2-4% + Talcum ใช้โรยเท้าที่มีเหงื่ออกมาก ผิดปกติ Salicylic acid ที่ใช้ในเครื่องสำอางนั้นใช้เพื่อเป็นสารระงับเชื้อในผลิตภัณฑ์ ทาผิวบริเวณที่ แข็งกระด้าง เช่น ส้นเท้า/ข้อศอก ช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำได้บ้าง ให้ใช้ที่ความเข้มข้นไม่เกิน 2%
5. การโฆษณาสรรพคุณของเครื่องสำอางที่ผสม AHAs หรือ BHAs ที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ เช่น o ทำให้ผิวเรียบ แลดูละเอียดมากขึ้น o ทำให้ผิวแลดูสดใสมากขึ้น o ทำให้ผิวแลดูเต่งตึงมากขึ้น o ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น o ช่วยให้สีผิวจางลง o ลดการอุดตันของรูขุมขน จึงใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับสิว
6. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ติดตามข้อมูลความปลอดภัยของการใช้ สารกลุ่มนี้ใน เครื่องสำอาง เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น และพบว่า USFDA ได้รับรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ AHAs 100 ราย มีอาการตั้งแต่ ระคายเคืองเล็กน้อย แสบผิว ผิวหนังร้อนแดง เป็นตุ่มพอง และผิวไหม้  ทั้ง USFDA และ EU อยู่ในระหว่างติดตามความปลอดภัยของสารนี้ แต่ยังมิได้มีการประ กาศใช้บังคับในเรื่องปริมาณ หรือความเข้มข้นของสารแต่อย่างใด
7. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาติดตามอาการไม่พึงประสงค์ หรือ ที่เรียกอีกอย่างว่า อา การแพ้จากการใช้เครื่องสำอาง โดยส่งแบบรายงานการแพ้ให้แพทย์ที่พบผู้ป่วยที่มารับ การรักษา เนื่อง จากแพ้เครื่องสำอางแล้วรายงานมายัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
7.1 พบว่าอาการแพ้ที่เกิดจากเครื่องสำอางผสม AHAs และ BHAs คือ ระคายผิว แสบผิว มีเม็ดผื่นคัน ผิวหนังร้อนแดง และเกรียม
7.2 รายงานการแพ้ที่ได้รับเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่มีอาการแพ้บางราย อาจมิได้ไปพบแพทย์ หรือมิได้แจ้งให้แพทย์ทราบ หรือ แพทย์มิได้บันทึกลงในรายงาน 7.3 ดังนั้น จึงขอเตือนว่า เนื่องจากประเทศไทยอากาศร้อน แสงแดดจัดจ้า ตามปกติควร หลีกเลี่ยงแสงแดดอยู่แล้ว และโดยเฉพาะผู้ที่ใช้เครื่องสำอางผสม AHAs และ BHAs ต้องหลีกเลี่ยง หรือ ป้องกันผิวจากแสงแดดเป็นพิเศษโดยการ - ไม่ออกไปอยู่กลางแจ้งขณะแดดจัด - สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวมิดชิด หรือกางร่ม เมื่ออยู่กลางแจ้ง - ใช้เครื่องสำอางผสมสารป้องกันแสงแดด ที่ระบุค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป
8. การใช้เครื่องสำอางใดเป็นครั้งแรก ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ โดยทาผลิตภัณฑ์ในปริมาณ เล็กน้อยลงบนบริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น แสดงว่าใช้ได้
9. เครื่องสำอางทุกชนิดต้องมีฉลากภาษาไทยที่แสดงข้อความบังคับอย่างครบถ้วน (ชื่อ ชนิด ส่วน ประกอบสำคัญ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และปริมาณสุทธิ)
 ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
เอ เอช เอ (AHAs)
AHAs (Alpha Hydroxy Acid อัลฟา ไฮดร็อกซี แอสิด) ขณะนี้กำลังได้รับการกล่าวถึงในวงการ เครื่องสำอางทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย สารนี้มิได้เป็นสารใหม่แต่เป็นสารที่รู้จักกันมานาน แล้ว ในสหรัฐอเมริกานิยมใช้สารนี้มาหลายปีแล้ว ประมาณว่า ตั้งแต่ปีค.ศ. 1990 แต่ในประเทศไทย เริ่มต้นนิยมกันอย่างแพร่หลายในช่วงปีพ.ศ. 2535 เป็นต้นมา
สารในกลุ่ม AHAs มีอะไรบ้าง
สารในกลุ่ม AHAs มีหลายตัว เช่น กรดกลัยคอลิค (Glycolic acid) กรดแลคติค (ALactic acid) กรดมาลิค (Malic acid) กรดทาร์ลิค (Tartaric acid) กรดซิทริค (Citric acid) แต่ที่นิยมใช้มากที่สุด คือ กรดกลัยคอลิคหรือบางครั้งใช้คำว่า กลัยคอลิคแอสิด (Glycolic acid)
คุณสมบัติของสาร AHAs
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง AHAs ในการรักษาโรคผิวหนังมานานแล้ว ตัวอย่าง เช่น
• lchthyosis ผิวหนังแห้งหยาบตกสะเก็ด
• Actinic keratosis ผิวหนังแข็ง กระด้าง
• Age sports จุดด่างดำที่เกิดในวัยสูงอายุ
• ใช้ลอกผิว
• หูด
• รอยเหี่ยวย่นที่เกิดจากพิษของแสงแดด
 
วงการเครื่องสำอางได้ใช้ความพยายาามที่จะสรรหา สารและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อคงความงาม ให้กับมนุษย์และแล้วก็มีการนำ AHAs มาประยุกต์ใช้ในเครื่องสำอาง โดยอาศัยสรรพคุณของAHAs ที่มี คุณสมบัติทำให้เซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหลุดออกง่ายขึ้นและเซลล์ของผิวชั้นถัดลงไปซึ่งยังอยู่ในสภาพที่ดี ขึ้นมาทดแทนทำให้สภาพของผิวที่เห็นดีขึ้น การนำ AHAs มาประยุกต์ใช้ในเครื่องสำอาง ก็เพื่อคาดหวัง ผลที่ช่วยทำให้ผิวตึงอ่อนนุม ลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยลดสีผิวที่คล้ำตามวัย มีผลทำให้แลดูอ่อนวัยขึ้นนั่นเอง
 
 
ปริมาณของ AHAs ที่ใช้ในเครื่องสำอาง
ปริมาณของ AHAsที่ใช้ในเครื่องสำอางโดยทั่ว ๆ ไป ปริมาณที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำให้ใช้ ในเครื่องสำอาง คือไม่เกิน 15 % ทั้งนี้ขึ้นกับผิวบริเวณที่ใช้และผลที่ต้องการตัวอย่าง เช่น
หากเป็นครีมที่ใช้กับผิวหน้า ไม่ควรใช้เกิน 10% (โดยทั่วไปใช้ตั้งแต่ 3-10 %) หากเป็นครีมที่ใช้ กับผิวกายยกเว้นผิวหน้า ไม่ควรใช้เกิน 15% (โดยทั่วไปใช้ตั้งแต่ 4- 15%)
 
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเครื่องสำอางที่มี AHAs
ปัจจัยที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของ AHAs นั้นมีหลายประการ ตัวอย่างเช่น
• การเลือกใช้วัตถุดิบ AHAs ในกลุ่ม AHAs มีหลายชนิด มีทั้งชนิดที่สังเคราะห์ หรืออาจสกัดจากผลไม้ ชนิดต่าง ๆ ทำให้มีชื่อเรียกว่า Fruity acid ในกรณีที่สกัดจากธรรมชาติเชื่อกันว่า ประสิทธิภาพจะดีกว่าและ เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า แต่จะมีราคาสูงกว่ามาก ตัวอย่างที่สกัดจากผลไม้ชนิดต่าง ๆ
o กรดกลัยคอลิค ( Glycolic acid) สกัดจากน้ำอ้อย
o กรดแลคติค ( lactic acid) สกัดจากนมเปรี้ยว หรือน้ำมะเขือเทศ
o กรดมาลิด( Malic acid) สกัดจากแอปเปิ้ล
o กรดทาร์ทาริค ( Tartaric acid ) สกัดจากองุ่น เหล้าไวน์ หรือมาะขาม (คนสมัยก่อน ๆ ใช้มะขามเปียก มาขัดผิวทำให้ผิวขาว และนุ่มขึ้น)
o กรดซิทริค (Citric acid ) สกัดจากมะนาว และสับปะรด
โดยทั่วไป กรดกลัยคอริค ซึ่งมีขนาดโมเลกุลเล็ก จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดและนิยมใช้มากที่สุด
o ความเป็นกรดของผลิตภัณฑ์ ที่เหมาะสมคือ pH 3.0 - 5.5 หากผลิตภัณฑ์มีความเป็นกรดมาก (ตัวเลขของ pHจะน้อย) จะมีประสิทธิภาพดี แต่ขณะเดียวกันโอกาสที่จะระคายเคืองต่อผิวก็ ย่อมมีมากขึ้นด้วย
o วิธีการใช้และระยะเวลาที่ใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังหลายคนกล่าวถึงผลของเครื่องสำอางที่ มี AHAs ต่อผิวหน้า ดังนี้ 2 สัปดาห์ เริ่มจะรู้สึกว่าดีขึ้น 4 สัปดาห์ เห็นผลว่าดีขึ้น และเมื่อใช้ต่อ ๆ ไปไม่ได้หมายความว่าผิวหน้าจะอ่อนเยาว์ขึ้นเรื่อยๆ แต่จะหยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง เท่านั้นโดยทั่วไปเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานประมาณ 12 สัปดาห์ ผลจะหยุดอยู่ที่ระดับนี้ จะไม่สามารถทำให้ผิวหน้าอ่อนเยาว์ต่อไปอีก ดังนั้น จะไม่พบกรณี "คอชรา หน้าทารก" สำหรับวิธีการใช้นั้น การปฎิบัติเพื่อให้ได้ผลดีคือ
􀂃 อ่านวิธีการใช้ ซึ่งสิ่งที่แน่นอนที่สุด คือกฎหมายบังคับว่าต้องเป็นข้อความภาษาไทย อ่านเข้าใจว่า ใช้อย่างไร ใช้เมื่อไร มากน้อยแค่ไหน เพราะแต่ละผลิตภัณฑ์ความเข้ม ข้นของ AHAs ต่างกัน ๆ สารส่วนผสมอื่น ๆก็ต่างกัน ดังนั้น วิธีการใช้ก็ต้องต่าง กันแน่นอน การใช้ด้วยความรู้สึกของตนเอง หรือเชื่อฟังคำบอกเล่าโดยไม่อ่าน ฉลากภาษาไทยจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่น่าตำหนิตัวเอง หากใช้ไม่ถูกต้อง แล้ว
 
ไม่ได้ผล หรือมีผลเสียเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เสียเวลาอ่านฉลากภาษาไทยสักนิด เพื่อ ผลที่ได้อย่างคุ้มค่า และใช้ได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกัน ถ้าใช้ตามวิธีการใช้อย่าง เคร่งครัดแล้วไม่ได้ผล ก็อย่าได้เสียเวลาเสียเงินซื้อมาใช้อีกต่อไป
􀂃 สารส่วนผสมที่สำคัญนอกจาก AHAs ในเครื่องสำอางประเภทที่ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นนั้น นอกจากจะผสม AHAs แล้วยังมี สารอื่น ๆ ร่วมด้วยได้แก่ สารที่ช่วยสมานผิว หรือทำให้ผิวชุ่มชื้น ซึ่งเราเรียกกันติด ปากว่า มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer)
 
AHAs ใช้ในเครื่องสำอางประเภทใดบ้าง
• ครีมทาหน้า ทั้งครีมทากลางวัน และครีมทากลางคืน
• ครีมบำรุงผิว ทาผิวหน้าและกาย
• ประเภททำความสะอาดผิว (Cleanser)
• ลิปสติก
 
การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ
ขณะนี้หน่วยงานทั้งประเทศไทย และในสหรัฐอเมริกา ที่ดูแลรับผิดชอบด้านเครื่องสำอางกำลังศึกษา และจับตามองเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ AHAs 2ประเด็น คือ
1. การศึกษาและติดตามพิษภัยหรืออันตรายที่เกิดจาก AHAs แน่นอนที่สุด ถ้าเมื่อใดก็ตามมีผลออกมา ว่าผู้ใช้ได้รับอันตราย หรือเกิดอาการข้างเคียง จะต้องมีมาตรการออกมาใช้บังคับ
2. การอ้างสรรพคุณ ในหลายประเทศพบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ การอวดอ้างหรือโอ้อวดสรรพคุณที่ ค่อนข้างเกินความเป็นจริง บางครั้งอ้างสรรพคุณที่เข้าข่ายเป็นยา
 
ข้อสังเกต
ขณะนี้นักวิชาการหลายท่านกำลังเพ่งเล็ง และศึกษาอันตรายที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วน ผสมของAHAs โดยมีการตั้งสมมุติฐานเพื่อการพิสูจน์หรือค้นคว้าว่า จากการที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีผลทำให้ เชลล์ผิวหนังชั้นนอกหลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น เชลล์ชั้นล่างซึ่งยังอยู่ในสภาพดีขึ้นมาทดแทน เมื่อเหตุการณ์ เช่นนี้ผ่านไปและไปนานๆจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผิวหนัง ชั้นนอกจะบางลงและมีผลทำให้ภูมิต้านทานหรือ ความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกลดน้อยลง และอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเรามองภาพไปในอนาคต ที่สภาวะ แวดล้อมเลวลง มีสารพิษมากมายอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ในขณะที่ผิวของใบหน้าบางลง ภูมิต้านทานของผิว หน้าจะแปรปรวนไปอย่างไรเป็นเรื่องที่กำลังค้นคว้าหาคำตอบ หรือหาข้อมูลยุติกันอยู่ แต่สิ่งที่แน่นอนและ มีคำยืนยันออกมาแล้วคือ การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มิได้ลบรอยเหี่ยวย่นได้ตลอดไป ผิวจะดีขึ้นในช่วงที่ใช้ ผลิตภัณฑ์เท่านั้น และดีขึ้นอย่างมีขีดจำกัด เมื่อหยุดใช้ก็จะกลับสู่สภาพเดิมตามวัยและสังขาร
 ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด
เลขที่ 255,257 แขวง บางโพงพาง เขต ยานนาวา
จังหวัด กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10120
เบอร์โทรติดต่อ 02-2941218 ต่อ 137 (คุณอ้อ)
อีเมล nu.aor.aha@gmail.com
เว็บไซด์ www.docosmetic.com